วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

โครงการ : ภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในสังคมไทย (พ.ศ. 2465-2475)

1. โครงการ :  ภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในสังคมไทย   (พ.ศ. 2465-2475)
(Caricature and Political Cartoon in Thai Society)   
2. ชื่อผู้วิจัย : นางฉัตรบงกช  ศรีวัฒนสาร
นักวิชาการพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  สถาบันพระปกเกล้า
3. คณะกรรมการกำกับโครงการวิจัย :
            1. รองศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย                  ประธาน
            2. รองศาสตราจารย์ ดร. นิยม รัฐอมฤต             กรรมการ
            3. รองศาสตราจารย์ ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กรรมการ
4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย :
           1.ศึกษาความหมายและต้นกำเนิดของภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในสังคมไทย (Caricature and Political Cartoon in Thai Society)
            2.ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ไทยสมัยรัชกาลที่ 7
            3. ความสัมพันธ์ของภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในสังคมไทยกับเสรีภาพทางการเมือง
            4. อธิบายและวิเคราะห์ภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในช่วงเวลาที่เลือกเป็นกรณีศึกษา
5. สมมติฐานของการวิจัย
            1.ภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในสังคมไทยเป็นนวัตกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก
            2. ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ไทยคือ ความต้องการในการล้อเลียน เสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้ปกครอง และผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง
           3.เสรีภาพทางการเมืองมีความสัมพันธ์กับการสร้างงานภาพล้อและการ์ตูนการเมือง กล่าวคือ หากสังคมใดเป็นเผด็จการจะไม่เกิดภาพล้อและการ์ตูนการเมือง หรือพบน้อยมาก
            4.ภาพล้อและการ์ตูนการเมืองที่เลือกศึกษาเป็นช่วงก่อกำเนิดในสังคมไทยสะท้อนว่า เกิดความไม่พอใจในระบบการปกครองเก่าและต้องการความเปลี่ยนแปลง ส่วนบุคคลที่ถูกล้อเลียนส่วนมากเป็นผู้มีอำนาจและมีอิทธิพลทางการเมืองการปกครองในสมัยนั้น
6. วิธีการในการวิจัย : ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากภาพล้อและการ์ตูนการเมืองและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่ทำการศึกษาเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับกำเนิดของภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในสังคมไทยโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะ(Historical and Art history approach ) และใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (indepth interview) กับนักวาดภาพการ์ตูนล้อการเมืองรวมทั้งสัมภาษณ์นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับภาพล้อและการ์ตูนการเมือง
7. ขอบเขตของการวิจัย : ศึกษาหลักฐานภาพล้อและการ์ตูนการเมืองจากหนังสือพิมพ์ในสังคมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 โดยเลือกตัวอย่างภาพล้อและการ์ตูนการเมืองจากหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต ตั้งแต่พ.ศ. 2461-2466 บางส่วน และภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์บางกอกการเมืองและสยามรีวิวรายสัปดาห์ระหว่าง พ.ศ. 2469-2470 (สบ. 9.2.2/15)  (เลือกศึกษาจากเอกสารส่วนบุคคลของนายเอก วีสกุล) เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในสังคมไทยและก่อนเหตุการณ์ปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475
8.  ความสำคัญของปัญหากำเนิดภาพล้อและการ์ตูนการเมือง
 “ภาพล้อและการ์ตูนการเมือง” (Caricature and Political Cartoon ) หมายถึง   ภาพวาดลายเส้นพร้อมเล่าเรื่องเชิงตลกขบขันและล้อเลียน มุ่งให้ความสนุกสนาน แต่ในบางครั้งก็มุ่งประชดประชัน เสียดสี สั่งสอน ตำหนิ แนะนำ หรือ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมือง หรือ เกี่ยวกับสังคมใดสังคมหนึ่งทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
บิดาการเขียนภาพล้อของโลก คือ เจมส์ กิลล์เรย์  (James Gillray, ค.ศ. 1757-1815) จิตรกรชาวอังกฤษ ซึ่งเสนอผลงานเป็นภาพล้อเลียนพระบรมวงศานุวงศ์ของอังกฤษ ด้วยความไม่พอใจต่อการใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย  การผิดศีลธรรมของชนชั้นสูงและการทำงานของรัฐบาล 
ไกรฤกษ์ นานา ในบทความชื่อ “จาก-เรื่องตลก การ์ตูน ร.5 เสด็จประพาสยุโรปถึง-เรื่องไม่ตลก งานพระบรมศพ ร.5 ผิดองค์” ( ศิลปวัฒนธรรม, กันยายน , 2546, หน้า 60 ) ระบุว่า ในบรรดาภาพลายเส้นประเภทล้อเลียนบุคคล (Caricature)  ซึ่งพบครั้งแรกเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่19และถือกำเนิดในยุโรปนั้น มีภาพการเสด็จประพาสยุโรปในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2440) รวมอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง
ภาพล้อการเมืองซึ่งโดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่ง ถูกวาดและตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ล้อการเมืองของประเทศฝรั่งเศส ชื่อ เลอ ปิโรลี (LE PILORI :1897)   ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เฉพาะรูปการ์ตูนเสียดสีทุกรูปแบบนั้น ได้เสนอภาพขึ้นปกล้อการพบกันระหว่างรัชกาลที่ 5 กับประธานาธิบดีเฟลิกซ์ (Felix) ของฝรั่งเศส ภาพดังกล่าวแม้จะตีพิมพ์คำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาอยู่ด้วยแต่แฝงไว้ซึ่งอารมณ์ขัน  โดยในภาพมีฉากการโอบกอดทักทายแสดงความเป็นมิตรแบบฝรั่ง และมีอธิบายว่า“ถ้าเป็นนิโคลาสคงจะง่ายกว่านี้” (Decidement je prefere Nicolas) ทั้งนี้เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระวรกายที่เล็กกว่าพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 แห่งรัสเซีย
การ์ตูนการเมืองไทยที่เก่าที่สุดนั้นมีบันทึกไว้ครั้งแรกในพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพ.ศ. 2407  ทรงกล่าวถึงภาพจิตรกรรมที่ระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดารามว่า ช่างเขียนได้แทรกรูปล้อเลียนขุนนางต่างๆที่มีตัวตนจริงๆหลายรูป แม้ว่าในปัจจุบันอาจจะเลือนลางไปหมดแล้ว   แต่ก็เป็นหลักฐานว่า คนไทยก็เขียนภาพล้อในเวลาไล่เลี่ยกับชาวตะวันตก 
จิตรกรที่มีชื่อเสียง คือ  ขรัวอินโข่ง เป็นผู้ริเริ่มเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นลักษณะภาพเหมือนบุคคลจริงในภาพจิตรกรรม   เช่น จิตรกรรมในพระที่นั่งทรงผนวช มีภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และภาพเขียนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) 
ในอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตสีมาราม มีภาพบันทึกเหตุการณ์ทอดพระเนตรสุริยุปราคา  นอกจากนี้การเขียนภาพขำขันโดยใช้แกะไม้ง่ายๆ ทำแม่พิมพ์คล้ายวิธีของฝรั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏอยู่ในหนังสือสำราญวิทยา ร.ศ. 125   พ.ศ. 2449  ต่อมาจึงมีการ์ตูนช่องพร้อมกลอนยาวๆในจดหมายเหตุแสงอรุณในปีพ.ศ. 2450 
ส่วนภาพล้อ หรือ การ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยเริ่มขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  ทรงเขียนภาพล้อขึ้นเพื่อตักเตือนข้าราชการด้วยพระองค์เองลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิตมากที่สุด
หลังจากนั้นประมาณพ.ศ. 2466 หนังสือพิมพ์ก็เริ่มมีภาพประกอบข่าว ระยะแรกๆ หนังสือพิมพ์ที่มีภาพล้อ หรือ การ์ตูนการเมืองมีเพียงไม่กี่ฉบับ เช่น กรุงเทพเดลิเมล์   ซึ่งบริษัทสยามฟรีเปรสเป็นเจ้าของ หนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย  ส่วนหนังสือพิมพ์สยามออฟเซิร์ฟเวอร์เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ  หนังสือพิมพ์ดังกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล หรือ กรมพระคลังข้างที่ ดังนั้น หนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับจึงเปรียบเสมือนกระบอกเสียงของรัฐบาลสมัยนั้น   นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์อีกฉบับที่ตีพิมพ์ภาพการ์ตูน คือ ยามาโต เริ่มออกในพ.ศ. 2465 โดยมีนายไอ เคียวคาวา ชาวญี่ปุ่นเป็นเจ้าของและเป็นคนคิดภาพล้อการ์ตูนการเมือง
สำหรับนักเขียนการ์ตูนการเมืองที่มีชื่อในสมัยแรกๆมีอยู่ 3 คน คือ “เปล่ง” “เสือเตี้ย” และ “ธัญญ” ภาพล้อหรือการ์ตูนในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯเดลิเมล์เป็นฝีมือการเขียนของ “ขุนปฎิภาคพิมพ์ลิขิต” นักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองคนแรกในสังคมไทย ซึ่งใช้นามปากกาว่า “เปล่ง” หมายถึง นาย เปล่ง ไตรปิ่น (พ.ศ. 2428-2485)  เขาเริ่มการเขียนภาพล้อการเมืองด้วยการส่งภาพเข้าประกวดของหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯเดลิเมล์ และได้รางวัลชนะเลิศ 
ส่วนการ์ตูนล้อการเมืองในหนังสือพิมพ์ “ยามาโต” เป็นฝีมือของการเขียนของ นายธัญญะ อุทธกานนท์ ซึ่งใช้นามปากกาว่า “ธัญญะ”  และเขียนภาพการ์ตูนล้อการเมืองในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ชื่อว่า “เกราะเหล็ก” 
ในสมัยนั้นภาพการ์ตูนที่ออกมาล้อการเมืองทั้งสิ้น  เมื่อนักเขียนการ์ตูนเขียนโจมตีผู้ใดแล้ว  คนที่ถูกโจมตี หรือ นำมาล้อในภาพการ์ตูนแทบจะทนดูไม่ไหว  เช่น “ธัญญะ” เขียนภาพการ์ตูนล้อท่านเจ้าคุณยมราช  โดยเขียนรูปอีแร้งหัวแดง  เอาหน้าตาท่านเจ้าคุณยมราชใส่ไปในหน้าอีแร้ง  ซึ่งกำลังยืนเกาะกิ่งไม้มองดูคนเดินทางที่ผ่านไปมา  แล้วมีข้อความเป็นคำถามว่า “คอยจิกกบาลใครอีกล่ะที่นี้” เพียงเท่านี้เอง  หนังสือพิมพ์ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า 
ภาพล้อและการ์ตูนการเมืองบางรูปได้รับความนิยมมากจนต้องพิมพ์ซ้ำบ่อยๆ ทำให้ “บล็อกเกือบพัง”  เพราะเสียงเรียกร้องจากประชาชน  หลังจากธัญญะ อุทธกานนท์เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ก็มีนักเขียนการ์ตูนล้อการเมือง ชื่อ นายเฉลิมวุฒิ โฆสิต  เจ้าของนามปากกา “เฉลิมวุฒิ” เขียนงานในหนังสือพิมพ์ “หลักเมือง”  และจำนง รอดอริ ในหนังสือพิมพ์รายวัน “ศรีกรุง”
บทบาทหนังสือพิมพ์ก่อนพ.ศ. 2475
ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5   มีสามัญชนผู้หนึ่ง ชื่อ ก.ศ.ร. กุหลาบ ออกหนังสือพิมพ์  สยามประเภทสุนทโรวาทพิเศษในปี พ.ศ. 2440    แม้ว่าหนังสือพิมพ์ของสามัญชนต้องแข่งขันกับหนังสือพิมพ์ของเจ้านายและเสี่ยงต่อการขาดทุน  เพราะโฆษณายังไม่แพร่หลาย แต่กลับได้รับความนิยมจากผู้อ่านเป็นอย่างมาก ระยะแรกออกเป็นรายเดือนต่อมาออกเป็นรายปักษ์ (รายสองสัปดาห์) เพราะกระแสตอบรับมีเพิ่มขึ้น มีการนำเสนอข่าว ความรู้ ประวัติศาสตร์ มีการเยาะเย้ยถากถางสังคมและมีการตอบข้อคำถามที่มีคนส่งมายังบรรณาธิการ
จุดเด่นของหนังสือสยามประเภทอยู่ที่เรื่องพงศาวดารและโบราณคดี ซึ่งก.ศ.ร.กุหลาบ สืบเสาะค้นคว้ามาจากหนังสือเก่า ด้วยการแอบคัดลอกเอกสารในหอหลวงมาให้ประชาชนอ่าน ทำให้มีผู้นิยมเชื่อถือมาก แต่ต่อมาก็ได้มีการแต่งเติม สอดแทรกความคิดของตนเข้าไปทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่พอพระทัย ก.ศ.ร. กุหลาบ จึงถูกจับตัวไปอยู่
โรงพยาบาลบ้า 7 วัน นับว่าเป็นครั้งแรกที่คนไทยถูกสอบสวนเรื่องการเขียนข่าวหนังสือพิมพ์
            เทียนวรรณ เป็นนักคิดและนักเขียนที่ได้รับการศึกษาจากการบวชเรียน การมีความรู้ภาษาอังกฤษ ทำให้เทียนวรรณทราบข่าวคราวและแนวคิดเกี่ยวกับการปกครองจากตะวันตก เป็นผู้มีความคิดเห็นแบบสมัยใหม่ เช่น เรียกร้องให้มีการเลิกทาส การมีภรรยาได้คนเดียว เทียนวรรณนิยมเขียนไปลงตามสิ่งพิมพ์ต่างๆ  จนถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกเฆี่ยนและจำคุกอยู่ถึง 17 ปี
เมื่อออกจากคุกในปี พ.ศ. 2443 เทียนวรรณออกหนังสือพิมพ์ ชื่อ ตุลยวิภาคพจนกิจ เป็นรายปักษ์ เพราะเห็นว่าหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่สมัยนั้นไม่ได้ทำหน้าที่ติเตียนรัฐบาล เขาได้เรียกร้องเสรีภาพในการพูด การเขียน และคอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทำให้หนังสือพิมพ์ของเขาล้ำหน้าไปกว่าหนังสือพิมพ์อื่นในสมัยนั้น
ตุลยวิภาคพจนกิจ ตีพิมพ์เผยแพร่จนถึง พ.ศ. 2449 ก็เลิกกิจการ  แต่พอถัดมาในปี พ.ศ. 2450 เทียนวรรณได้ออกหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ ศิริพจนภาค เป็นหนังสือรายเดือน แต่ออกได้ปีเดียวก็เลิกกิจการ c]tในบั้นปลายชีวิต เทียนวรรณประสบกับความยากลำบากและพิการตาบอด
หนังสือพิมพ์ซึ่งออกในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ฉบับอื่น ได้แก่ สาราราษฎร์(2436-2466)  จีนโนสยามวารศัพท์ (2450-2466) พิมพ์ไทย (2451) กรุงเทพเดลิเมล์(2441-2476) หนังสือพิมพ์เหล่านี้มีลักษณะต่างไปจากหนังสือราชการและตีพิมพ์ต่อเนื่องจนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 เป็น
หนังสือพิมพ์ที่จัดว่ามีบทบาทสำคัญในประวัติหนังสือพิมพ์ไทยในเวลาต่อมา
หนังสือพิมพ์มีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการปกครองแบบใหม่และ
ปฏิเสธระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น  น.ส.พ.ตุลวิภาคพจนกิจ (พ.ศ.2443-2449) น.ส.พ.ศิริพจนภาค (พ.ศ.2451) น.ส.พ.จีนโนสยามวารศัพท์ (พ.ศ.2446-2450) น.ส.พ.บางกอกการเมือง (พ.ศ.2464) น.ส.พ สยามรีวิวรายสัปดาห์ (พ.ศ.2469-2470) น.ส.พ.ไทยใหม่ (พ.ศ.2474) ซึ่งต่างก็เรียกร้องให้มีการปกครองในระบบรัฐสภาที่มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงความดีงามของระบอบประชาธิปไตยที่จะเป็นแรงผลักดันให้ประชาชาติมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่ ดังปรากฏตัวอย่างในประเทศที่มีการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระแสเรียกร้องของสื่อมวลชนมีส่วนต่อการสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและชี้นำไปสู่ระบบรัฐสภา
สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นยุคที่สถานะทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศดีขึ้น จึงมีการวางรากฐานการศึกษาแก่ประชาชน มีการออกพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ เรียนหนังสือในโรงเรียนจนอายุ 14 ปีบริบูรณ์ นอกจากนี้ประชาชนยังมีความตื่นตัวทางการเมืองเนื่องจากสภาวะของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 และการเมืองในประเทศจีนในปี พ.ศ. 2467
ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดงานด้านหนังสือพิมพ์ และทรงมีพระราชอัธยาศัยโปรดฯการแสดงความคิดเห็นอันเป็นอิทธิพลจากการที่ไปศึกษาในประเทศอังกฤษ  ปัจจัยต่างๆดังกล่าวผลักดันให้มีหนังสือพิมพ์ออกมาอย่างแพร่หลาย ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน
หนังสือที่ออกเพิ่มในรัชกาลที่ 6 มีจำนวน 130 ชื่อด้วยกัน โดยเฉพาะหนังสือทวีปัญญา รายเดือนเป็นหนังสือที่ออกเมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระบรมโอรสาธิราช ฉบับแรกออกเมื่อปี พ.ศ. 2450  เพื่อส่งเสริมความรู้ “อิงนิยายให้อ่านกันเล่น”  เปิดโอกาสให้คนส่งเรื่องมาลงตีพิมพ์ นอกจากนี้รัชกาลที่ 6 ยังทรงออกหนังสือข่าวของเมืองจำลองดุสิตธานี ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ ได้แก่ ดุสิตสมัยรายวัน และดุสิตสมิตราย 3 เดือน ซึ่งได้รับความนิยมมาก มีทั้งเรื่องการเมือง เรื่องตลกขบขัน เบ็ดเตล็ด และกวีนิพนธ์  ลักษณะเด่นของหนังสือดังกล่าว คือ มีการตีพิมพ์การ์ตูนล้อการเมืองด้วย
 หนังสือพิมพ์เป็นเวทีแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและสนามสำหรับแสดงโวหาร พระราชนิพนธ์ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ได้แก่ “โคลนติดล้อ” และ “ล้อติดโคลน” เป็นการเขียนถึงสังคม ความเป็นอยู่ และการเมืองของไทย อย่างไรก็ตาม เป็นหลักในการปกครองประเทศอย่างต่อเนื่อง
หลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผ่านพ้นไปได้เพียง 20 ปีเศษ     สภาพสังคมส่วนใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 6-7 ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมในระบบเจ้าขุนมูลนาย นอกจากนี้ คนส่วนน้อยยังคงมีฐานะ สิทธิ ผลประโยชน์ต่างๆ เหนือคนไทยส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่มักมีความเห็นคล้อยตามความคิดที่ส่วนน้อยซึ่งเป็นชนชั้นนำของสังคมไทยชี้นำ ถ้าจะมีความขัดแย้งในสังคมก็มักจะเป็นความขัดแย้งในทางความคิด และความขัดแย้งในเชิงผลประโยชน์ในหมู่ชนชั้นนำของสังคมที่ได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก มากกว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้นำของสังคมไทยกับราษฎรทั่วไป
9. วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง   :
1.  รศ.ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์  ในหนังสือ “ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมือง ในการปฏิวัติสยาม 2475” พยายามเน้นการศึกษาไปที่ภาพการเคลื่อนไหวของสังคมการเมืองโดยรวมทั้งหมด นับตั้งแต่ชนชั้นสูง ผู้มีอำนาจทางการเมือง ระบบราชการ ปัญญาชน พ่อค้า ชนชั้นกลาง นักหนังสือพิมพ์ ไล่เรียงลงมาจนถึงระดับของราษฎรทั่วไปที่ปรากฏก็คือ สังคมสยามมีการเปลี่ยนแปลงและมีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มคนหลายระดับ และนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 7 (ก่อน พ.ศ. 2475) ที่สำคัญสองลักษณะคือ วิกฤตการณ์เกี่ยวกับความชอบธรรม (การเสื่อมศรัทธาในราชวงศ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ ฯลฯ) และวิกฤตการณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบอบการปกครอง (การที่ระบอบการปกครองมีข้อจำกัดไม่สามารถแก้ปัญหาตามความคาดหวังของผู้คนได้)
ทำให้เห็นว่ากระแสภูมิปัญญาที่แสดงออกในรูปของข้อเรียกร้องให้มี “คอนสติตูชั่น” “ปาลิเมนต์” การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งมีมาก่อน พ.ศ. 2475 เป็นพลังผลักดันสำคัญ และคณะราษฎรได้ตอบสนองความคิดของผู้คนในระดับต่างๆ อย่างแข็งขันมากกว่ารัฐบาลในระบอบเก่าเช่นเดียวกับในบทต่อมาที่เจาะจงทำการศึกษาความนึกคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจของราษฎรในทศวรรษ 2470 ที่แสดงให้เห็นว่าในหมู่ราษฎรเองก็มิได้นิ่งเฉยหรือไม่มีบทบาทต่อความเป็นไปในบ้านเมือง ในทางกลับกัน พวกเขามีผู้นำหรือปัญญาชนทำหน้าที่รายงานสถานการณ์จากเบื้องล่าง ผ่านช่องทาง “ถวายฎีกา” และต่อมาคือ “คำร้องเรียนแสดงความเห็น” ขึ้นไปถึงชนชั้นนำ ซึ่งก็ส่งผลทางจิตใจในหมู่ชนชั้นนำพอสมควร และคณะราษฎรเองก็อาศัยความรู้สึกนึกคิดลึกๆ ในหมู่ราษฎรนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาใน “ประกาศของคณะราษฎร” ฉบับที่ 1 ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงรัฐบาลในระบอบเก่าว่า “กดขี่ข่มเหงราษฎร” “ถือเอาราษฎรเป็นทาษ”หรือ“ปกครองอย่างหลอกลวง”เป็นต้น
          การศึกษาวิจัยในบทที่ 6-9 เกี่ยวข้องกับเรื่อง “อำนาจการเมือง” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดการคลี่คลายของเหตุการณ์ทางการเมืองและเรื่องราวของประวัติศาสตร์ในระยะต่อมากลุ่มเจ้านายหรือกลุ่มราชวงศ์เป็นกลุ่มอำนาจที่สำคัญที่สุดในขณะนั้นที่คณะราษฎรต้องเข้าไปเผชิญหน้าโดยตรง ซึ่งในกลุ่มคณะราษฎรเองก็มีแนวคิดร่วมกันว่าต้องการที่จะขจัดอำนาจที่ผูกขาดอยู่ในมือของเจ้านายลง หลังจากเข้าทำการยึดอำนาจ คณะราษฎรก็ทำการบั่นทอน“กำลัง” ของกลุ่มเจ้านาย โดยการเชิญเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจและบารมีให้เดินทางออกนอกประเทศ ส่วนเจ้านายในระดับรองลงมาส่วนใหญ่ต้องออกจากราชการทั้งในสายพลเรือนและสายทหารและมีส่วนน้อยที่ได้เข้าไปทำงานร่วมกับคณะรัฐบาลใหม่
           ในระยะต่อมากลุ่มคนหนุ่มในคณะราษฎรก็ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มข้าราชการและทหารอาวุโสซึ่งยังสืบทอดอุดมการณ์เก่าก่อนการปฏิวัติอย่างเหนียวแน่น ความขัดแย้งดังกล่าวแสดงออกอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นแรงโต้กลับโดยตรงจากกลุ่มที่ไม่พอใจการกระทำของคณะราษฎร
            กบฏบวรเดชเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางการเมืองและโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของการเมืองไทยสมัยใหม่ ภาระหนักของคณะราษฎรจึงมีทั้งด้านที่ต้องจัดการกับความสัมพันธ์ทางอำนาจภายในกลุ่มพวกเดียวกันและกับกลุ่มอำนาจเก่าที่พยายามรักษาสถานภาพและการปฏิบัติแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดความสัมพันธ์ภายในคณะราษฎรก็ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดอันเนื่องมาจากความแตกต่างของแนวคิดระหว่างกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกับกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
          รายละเอียดต่างๆ ของการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ยังมีอีกมากมายในหนังสือเล่มนี้ ความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมา ทำให้อาจารย์นครินทร์สามารถค้นพบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ช่วยให้ผู้อ่านได้รับความรู้และคำอธิบายที่แตกต่างไปจากเดิม นอกจากนี้ยังทำให้การปฏิวัติที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตยไทยครั้งนี้ไม่เป็นเพียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่หยุดนิ่งหรือถูกครอบงำด้วยชุดความรู้ที่ตายตัวอีกต่อไป และทำให้ตระหนักว่ายังมีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อีกหลายประการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ
2.รองศาสตราจารย์ดร.พรทิพย์ ดีสมโชค มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ศึกษาวิจัยเรื่อง “แนวความคิดและวิธีการสื่อสารทางการเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างพ.ศ. 2468 – พ.ศ. 2477 ” ตีพิมพ์เมื่อ พฤษภาคม พ.ศ. 2553 แบ่งหนังสือพิมพ์ออกเป็น 2 กระแส  คือ เนื้อหาสาระอิสรเสรี และกระแสสองคือ เนื้อหาสาระด้านเดียวและปกิณกะความรู้ทางการเมือง  เป็นการวิเคราะห์ความโดดเด่นของการนำเสนอเนื้อหาสาระของหนังสือพิมพ์ในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ว่าทรงให้อิสรเสรีแก่หนังสือพิมพ์ จึงทำให้เนื้อหาบทความใน
         หนังสือพิมพ์เปิดประเด็นสำคัญ 2 ประการ คือ (1) ชี้ภาวะวิกฤตของบ้านเมือง (2) การกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
1)   กรณีชี้วิกฤตของบ้านเมือง ใน 4 ประเด็น ได้แก่
1.1      การดุลยภาพข้าราชการ หรือการดุลออกไป 
1.2      ความเสียเปรียบของประชาชนเรื่องเงินรัชชูปการ
1.3      ความเหลื่อมล้ำ การแบ่งชนชั้นออกเป็นขุนนางและราษฎร
1.4      การเรียกร้องความเป็นมนุษย์ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ปกครองต้องคำนึงถึง
2)   การกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน 3 ประเด็น ได้แก่
2.1 การเผยแพร่ลัทธิบอลเชวิค
2.2 การเรียกร้องให้ตั้งสภาราษฎร์หรือสภาผู้แทนราษฎร
2.3 การใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธำรงศักดิ์  เพชรเลิศอนันต์ มหาวิทยาลัยรังสิต  ศึกษาวิจัยเรื่อง “2475 และ 1 ปีหลังการปฏิวัติ” กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543. อธิบายความรู้เกี่ยวกับการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 และปัญหาทางการเมืองในช่วง 1 ปีแรกหลังการปฏิวัติ และปัญหาความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกลุ่มฝ่ายต่างๆ  ได้แก่  พระมหากษัตริย์ และกลุ่มเจ้านาย   กลุ่มคณะราษฎร  กลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กลุ่มอนุรักษ์นิยม  ตลอดจนทำให้เข้าใจบทบาทของทหารต่อการเมืองไทยที่มีความสืบเนื่องต่อมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
4. นางสาวอัจฉราพร กมุทพิสมัย นักวิจัยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง “ปัญหาภายในสังคมไทยก่อนการปฏิวัติ 2475 : ภาพสะท้อนจากงานเขียนหนังสือพิมพ์” กรุงเทพฯ :สถาบันไทยคดีศึกษา,2532. อธิบายเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์สยามรีวิวไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็นหนังสือพิมพ์ที่แตกแขนงมาจาก บางกอกการเมืองและไทยหนุ่ม มีนายสนิท เลาหะวิไล (เจ้าของแต่ในนามส่วนเจ้าของตัวจริงคือนายพร้อม เจ้าของร้านพร้อมภัณฑ์ ) นายชอ้อน อำพล เป็นบรรณาธิการ มีข้อสังเกตว่าบรรณาธิการและนักเขียนประจำมาจากกลุ่มคนในกบฏ รศ. 130 เช่น นายจรูญ นายอุทัย และนายบ๋วย ดังนั้นงานบทความในหนังสือพิมพ์สยามรีวิวจึงมีความโดดเด่นในการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
       จากการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับภาพล้อและการ์ตูนการเมืองในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร พบหลักฐานที่น่าสนใจและสามารถอธิบายชุดของความคิดดังกล่าวในหนังสือพิมพ์สยามรีวิว ระหว่างพ.ศ. 2469- 2470 ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะอธิบายภาพล้อบุคคลและความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในภาพการ์ตูนการเมืองจากเอกสารชั้นต้นดังกล่าว


 

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คำนำหนังสือแนวสอนจรรยาในโรงเรียนนายร้อยทหารบก (พ.ศ. 2470)

คำนำ
       หนังสือแนวสอนจรรยาในโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อพ.ศ. 2470 กรมยุทธศึกษาทหารบกได้ตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง  เป็นผู้เรียบเรียงขึ้น  สำหรับใช้ในการสอนและอบรมจรรยาทหาร  แก่นักเรียนในกองโรงเรียนนายร้อยทหารบก  แต่เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ อธิบายหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างแจ่มแจ้ง กะทัดรัด  ไม่ใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย  จึงเป็นที่นิยมของโรงเรียนอื่นๆในสมัยนั้น  และได้นำมาใช้สอนนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าชั้นมัธยมปีที่ 7-8 เพิ่งมายกเลิกเสียเมื่อมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
       หนังสือนี้แบ่งออกเป็น 5 ภาค คือ
ภาคที่ 1 พระพุทธศาสนา อธิบายใจความของพระพุทธศาสนา  พระรัตนตรัย  เบญจศีล วิรัติ และเบญจกัลายณกรรม 
ภาคที่ 2 ธรรมโดยประสงค์  ได้แก่ อกุศลมูล กุศลมูล โลกธรรม 8  อิทธิบาท 4 สัปปุริสธรรม และ สัตตสัทธรรม เป็นต้น
 ภาคที่ 3 ฆราวาสธรรม (ธรรมของผู้ครองเรือน)  ได้แก่  ทิฏฐธัมมิกประโยชน์  อบายมุข  วิธีการปกครอง  ครองตน  ครองคน  ครองสมบัติ  เป็นต้น 
ภาคที่ 4 ธรรมเกี่ยวกับหน้าที่  เช่น หน้าที่พลเมือง  ความสัตย์สุจริตหลักของผู้มีหน้าที่ในราชการทหาร ฯลฯ 
ภาคที่ 5 ธรรมรอบตัว  ซึ่งเป็นธรรมที่ผดุงรักษาความสงบสุขในหมู่มนุษย์  เช่น  ความเมตตา  กรุณา  ความเป็นผู้ดี  มิตร  และการคบมิตร  ความจงรักในชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์  รัฐธรรมนูญ (ตอนนั้นพ.ศ. 2470 ยังไม่มี)  และความสามัคคี  เป็นต้น  นับว่าได้คัดเลือกธรรมทั้งหมดที่คนเราพึงทราบ  แม้ในตอนท้ายเล่มซึ่งว่าด้วยหลักของผู้มีหน้าที่ในราชการก็ประกอบด้วยหลักธรรม  ซึ่งบุคคลทั่วไปก็น่าจะประพฤติปฏิบัติ เช่น  ไม่ทำการคดโกง  ไม่กลับคำสัญญาที่ตนได้ให้ไว้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด  มีความองอาจกล้าหาญไม่ย่นย่อต่ออุปสรรคหรือภยันตรายอันเป็นที่หวาดหวั่น  กล้าหาญในทางที่ชอบ  คิดถึงประโยชน์ของมหาชนมากกว่านึกถึงตน  เป็นต้น
         การเรียบเรียงเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้  เป็นไปตามลำดับขั้นตอน  ผู้เรียบเรียงใช้ถ้อยคำอย่างประหยัด  กะทัดรัด  และใช้คำง่ายๆ  ยกตัวอย่างประกอบพอควรแก่การเข้าใจ  จึงเป็นหนังสือที่น่าอ่าน  และอ่านได้จบในเวลาจำกัด  น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการพิมพ์อีกในระยะหลัง  ในตอนแรกพิมพ์ออกใช้ในโรงเรียนนายร้อยทหารบก  ปรากฏว่าสถานศึกษาอื่นๆก็นิยมนำไปใช้มีการพิมพ์ใหม่ถึง 5 ครั้ง  ภายในเวลา 8 ปี (พ.ศ. 2478)  เป็นจำนวนกว่า 15,000 เล่ม
       เมื่อหม่อมเจ้าวงศานุวัตร  เทวกุล  แสดงพระประสงค์มายังหอสมุดแห่งชาติว่า  จะทรงพิมพ์หนังสือเป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงพระศพหม่อมเจ้ากมลปราโมทย์ พระชายา  และทรงประสงค์จะได้หนังสือเกี่ยวแก่หลักธรรมทางพุทธศาสนา  ขอให้ช่วยคัดเลือกหนังสือที่สมควรให้สักเล่มเพื่อจัดพิมพ์  ทางหอสมุดแห่งชาติจึงได้ขออนุญาตจัดพิมพ์จากกรมยุทธศึกษาทหารบก   เป็นที่น่ายินดีที่หนังสือเล่มนี้ได้รับการจัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง  ทำให้ได้อ่านกันแพร่หลาย  การบำเพ็ญพระกุศลครั้งนี้เป็นที่น่าอนุโมทนายิ่งนัก

โดย แม้นมาส  ชวลิต
หอสมุดแห่งชาติ
อนุญาตให้พิมพ์หนังสือเมื่อ 29 มีนาคม 2519
แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้ากมลปราโมทย์ เทวกุล ท.จ.ว.
ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส
วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2519

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คำกล่าวสุนทรพจน์ของดร.เตช บุนนาค

ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ กรรมการพิพิธภัณฑ์ฯกล่าวรายงาน ดร.เตช บุนนาค ประธาน ในพิธีเปิดนิทรรศการ "รอยสยามบนแผ่นฟิล์มพระปกเกล้า"
วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13.30 น.
ณ ห้องโถง อาคารรำไพพรรณี ชั้น 6 พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรียน  ท่านผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า คณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ฯ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
          ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญให้มาเปิดนิทรรศการ "รอยสยามบนแผ่นฟิล์มพระปกเกล้าฯ"ในวันนี้
          เมื่อปีพ.ศ. 2519 ขณะที่ผมเป็นกรรมการสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 พระองค์อุปถัมภ์พระองค์หนึ่งของสยามสมาคมฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สยามสมาคมฯขอพระราชทานยืมฟิล์มภาพยนตร์เพื่อนำไปฉายที่สมาคมฯ เนื่องในโอกาสที่สมาคมฯจัดงานฉลอง 72 ปีของการสถาปนาในปีนั้น ทั้งนี้ฯ พระกรุณาธิคุณดังกล่าวสืบเมื่องมาจากการที่ ม.ร.ว.ปิ่มสาย อมระนันท์ เป็นเลขานุการสยามสมาคมฯ ม.ร.ว.ปิ่มสาย (สวัสดิวัตน์) อมระนันท์
เป็นใคร  ผมคงจะไม่ต้องอธิบายเพราะสามารถหาข้อมูลได้ในพิพิธภัณฑ์นี้เอง




ดร.เตช บุนนาค (คนยืนกลาง)
        หลังจากนั้น ภาพยนตร์ในพระองค์ชุดดังกล่าวก็อยู่ในความดูแลของสยามสมาคมฯ จะว่าดูแลก็คงจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว  ควรจะพูดว่าเก็บไว้ที่สยามสมาคมฯจะดีกว่า  เพราะมีเพียงผู้เดียวที่ไปดูแลคือ อาจารย์โดม สุขวงศ์ ซึ่งรักภาพยนตร์ไทยเป็นชีวิตจิตใจและสละเวลาไปสยามสมาคมฯเพื่อกรอฟิล์มภาพยนต์ไม่ให้ละลายแล้วติดกันจนจะฉายไม่ได้อีก  จนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ. 2526 แผนกวิชาการถ่ายภาพและภาพยนตร์  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯจัดตั้งโครงการอนุรักษ์ภาพยนตร์ในประเทศไทยขึ้น  และขอรับฟิล์มภาพยนตร์ชุดนั้นจากสยามสมาคมฯ เพื่อนำไปดำเนินการอนุรักษ์  ซึ่งต่อมาได้มีการย้ายไปอนุรักษ์ต่อที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ  เมื่อธันวาคม 2549 ในกรณีหลังนี้ผมได้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะรองนายกอาวุโสของสยามสมาคมฯ ในการประสานงานระหว่างสยามสมาคมฯกับสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ เพื่อย้ายฟิล์มภาพยนตร์ชุดนั้นไปยังหอภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งสำเร็จลุล่วงด้วยดีไปได้ก็ด้วยความช่วยเหลือติดตามอย่างใกล้ชิดโดยคุณอวยพร  เกิดช่วย ผู้จัดการสยามสมาคมฯในขณะนั้น


ภาพกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมถ้ำมองและชมนิทรรศการ"รอยสยามบนแผ่นฟิล์มพระปกเกล้าฯ"ในพิธีเปิด
        ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 พิพิธภัณฑ์ฯได้รับภาพยนตร์ส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ 7 ซึ่งได้รับการอนุรักษ์แล้วจากหอภาพยนตร์แห่งชาติจำนวนหนึ่งจากโครงการอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์ที่สถาบันพระปกเกล้าให้ทุนสนับสนุนงบประมาณในการอนุรักษ์ 40 เรื่อง ทางคณะอนุกรรมการวิชาการพิพิธภัณฑ์ฯจึงเห็นชอบให้จัดนิทรรศการขึ้นเพื่อเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชจริยวัตรด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ในรัชกาลที่ 7 เพราะไม่เพียงแต่จะบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าเท่านั้น  หากยังแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของราษฎรรวมถึงศิลปวิทยาการทางสังคมและศิลปวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งอีกด้วย

กิจกรรมพิพิธพาทีประกอบนิทรรศการ

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

A film-making king :New exhibition mirrors King Rama VII's passion for cinema

New exhibition mirrors King Rama VII's passion for cinema
M.L. Pichaya Svasti 
Writer -Outlook

• Published: 8/09/2010 at 12:00 AM

• Newspaper section: Outlook
Even before ascending the throne, King Prajadhipok (Rama VII) was already a pioneer in moviemaking in Siam. During his reign, he shot or directed many documentary movies of royal ceremonies and of his trips in the country and abroad. However, only about 100 of the late king's more than 500 film rolls have survived the humidity and improper storage they were subjected to. Some of them have been preserved, copied onto new film and transferred to DVD format by the Thai Film Archive with support from King Prajadhipok's Institute.

Now, the first 16 preserved documentaries of King Rama VII are ready for public viewing. They feature the visits of the late King Rama VII and Queen Rambhai Barni to the north of Thailand, to the beaches of Sam Roi Yot, Sattahip and Pattani, as well as overseas trips to Indochina, Java and the US. Events on film include the Tonsure Ceremony, Guards of Honour, the Ploughing Ceremony and the Kathin Ceremony. A boat ride by the king is also among the films being presented.


From now until September 30, the exhibition ''Siamese Footprints on King Prajadhipok's Movies'' _ recollections about Siam in the last years of the Absolute Monarchy _ is on view at the King Prajadhipok Museum. At the opening on August 25, documentaries on the king's Coronation, the celebrations on the 12th Anniversary of the Royal Wedding, and Prince Chirasak's Tonsure Ceremony (top knot-cutting rite of passage to adulthood) were shown.

According to Prince Dhani Nivat's English-language account, King Prajadhipok's Coronation Ceremony on February 25, 1926, represented a return to old customs _ Hindu with Buddhist modifications _ together with some additions. The ceremony was divided into five important parts _ Preliminary Rites, the Coronation, Protection of Buddhism, Assumption of Royal Residence (all held in the Grand Palace) and the Royal Processions by land and water.

''This documentary film is the country's first on coronation ceremonies. There are still photos of the Second Coronation of King Rama V in 1873. There are none of those of earlier periods because ancient cameras were incapable of shooting incidents live,'' said cultural expert Assoc Prof Dhongthong Chantarangsu.



The documentary film on the August 26, 1930 celebrations on the 12th Anniversary of King Rama VII and Queen Rambhai Barni's royal wedding recounts the less formal moments of royal life. It starts with a round of golf in the morning and a Buddhist ceremony at Ruan Ton Villa and ends with a fancy party at Sala Rerng Villa. The audience could not help smiling when they saw several royals donning fancy costumes and hilariously posing as certain characters or icons. King Rama VII himself is dressed as US President Abraham Lincoln, his queen as the Sun, his father-in-law, Prince Svasti, as Santa Claus, Prince Kamphaengphet as a drunkard, and Prince Anuwat as a southern Nora dancer.

Meanwhile, the documentary movie on Prince

jlChirasak's Tonsure Ceremony in 1928 is a valuable record of royal ceremonies of the past which no longer exist. The Buddhist and Hindu ceremony in the Grand Palace lasted five days for Prince Chirasak, who was King Rama VII's cousin-turned-adopted son. It was one of the last tonsure ceremonies performed in Siam.

In ancient times, Siamese children wore their hair in topknots to be cut as they approached puberty at the ages of 11 to 13 for boys and at about 11 for girls. Tonsure ceremonies for royals date from the early Bangkok period.

In the later Bangkok period, tonsure ceremonies were held at about the same time as the Brahmin New Year Festival of Triyamapavaya-Tripavaya when the gods Shiva and Vishnu were believed to consecutively visit the Earth. This ceremony included a rite on the Giant Swing, which was discontinued in the Seventh Reign.

Apart from the documentaries on the royal ceremonies, excerpts from documentary films on King Rama VII and his queen's visits to the northern provinces, Sam Roi Yot National Park in Prachuap Khiri Khan province both in 1926 and Pattani in 1929, as well as their visits to Singapore (then under British rule) and Java and Bali (then under Dutch control) in 1929 are being shown.

In Java and Bali, the king and queen called on the former indigenous rulers and observed developments in farming and industry. They also visited historical and religious monuments, such as Prambanan and Borobudur, and enjoyed the cultural life of the local people.

The late king's documentary movie on the royal visit to Java is made up of 17 black-and-white 16mm film rolls lasting about 15 minutes each. Despite no sound on the film, this documentary included descriptions of where the late king and queen visited. Much attention was paid to filming religious monuments, natural sites such as volcanoes and hot springs as well as local dances.

Although this documentary film was not entirely shot by the king, some of the king's letters discuss how he used a movie camera and occasionally filmed the moments his queen and two little royals were watching animals and visiting places like hot springs. A photo showing the King carrying a movie camera at a hot spring is proof. Therefore, the King was believed to have himself filmed parts of this documentary which should reflect his personal interests, nature and sense of humour.

Therefore, this movie is of high educational value, especially when being studied along with the official report of the journey and King Rama VII's own letters to his nieces. One of the king's nieces, who was a daughter of Prince Nakhon Sawan, wrote: "Whenever His Majesty saw good things or new useful ideas, he would always take them into concern for the benefits of his kingdom."

Academic Chatchapol Chaiyaporn, who spoke about the royal ceremonies in the Seventh Reign at the opening of the exhibit, said all the movies by King Rama VII are proof of the late king's keen interest in photography and film-making.

Assoc Prof Dhongthong, who has also lectured on this topic, added that King Rama VII shot or directed many movies. One of these films _ Waen Wises (A Magic Ring) _ was for pure entertainment purposes. The late king's well-known documentary films include those on the opening of the Memorial Bridge and his royal visits to the country. He also shot a film on HRH Princess Bejraratana Rajasuda (King Rama VI's only child) in her childhood.

"These movies not only are the accounts of incidents but also contain meanings between the lines," the cultural expert said.

________________________________________

Selected movies by King Rama VII are being shown twice a day as part of the exhibition 'Siamese Footprints on King Prajadhipok's Movies' at the King Prajadhipok Museum, near Phan Fa Bridge, until September 30. The museum is open from 9am to 4pm, except on Mondays.

For more information, visit www.kingprajadhipokmuseum.org or call 02-280-3413/4 ext 111.

โครงการจ้างเหมารวบรวมเอกสารพระปกเกล้าศึกษา โดยคณะนักจดหมายเหตุ

เอกสารจดหมายเหตุคือเอกสารที่หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชนผลิตขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติงาน   วงจรของเอกสารเกี่ยวพันกับหน่วยงานและองค์ก...